อธิบายการทำงาน block ของเครื่องรับวิทยุ AM,FM
บล็อกไดอะแกรม ( Block diagram ) ของเครื่องรับวิทยุระบบ AM
ครื่องรับวิทยุแบบ FM ในปัจจุบันนี้เป็นแบบ ซุปเปอร์เฮท หรือเรียกชื่อให้เต็มในภาษาอังกฤษว่า ซุปเปอร์เฮทเทอโรดาย (Super heterodyne) โดยรับคลื่นที่มีขนาด 88 – 108 MHz หลักการโดยทั่วๆ ไปก็เหมือนกับเครื่องรับวิทยุ AM อย่างไรก็ตาม เครื่องรับแบบ FM นั้น มีข้อแตกต่างและสาระสำคัญปลีกย่อยแตกต่างกว่าเครื่องรับ AM อยู่มากการทำงานของแต่ละภาคจะอธิบายได้ดังนี้
บล็อกไดอะแกรมของเครื่องรับวิทยุ ระบบ FM
ครื่องรับวิทยุแบบ FM ในปัจจุบันนี้เป็นแบบ ซุปเปอร์เฮท หรือเรียกชื่อให้เต็มในภาษาอังกฤษว่า ซุปเปอร์เฮทเทอโรดาย (Super heterodyne) โดยรับคลื่นที่มีขนาด 88 – 108 MHz หลักการโดยทั่วๆ ไปก็เหมือนกับเครื่องรับวิทยุ AM อย่างไรก็ตาม เครื่องรับแบบ FM นั้น มีข้อแตกต่างและสาระสำคัญปลีกย่อยแตกต่างกว่าเครื่องรับ AM อยู่มากการทำงานของแต่ละภาคจะอธิบายได้ดังนี้
1.สายอากาศ (Antenna) จะทำหน้าที่รับสัญญาณคลื่นวิทยุที่ส่งจากสถานีต่างๆ เข้ามาทั้งหมดโดยไม่จำกัดว่าเป็นสถานีใด ถ้าสถานีนั้นๆ ส่งสัญญาณมาถึง สายอากาศจะส่งสัญญาณต่างๆไปยังภาค RF โดยส่วนใหญ่สายอากาศของเครื่องรับวิทยุ FM จะเป็นแบบไดโพล (Di-Pole) ซึ่งเป็นสายอากาศแบบสองขั้ว จะช่วยทำให้การรับสัญญาณดียิ่งขึ้น
2.ภาคขยาย RF (Radio Frequency Amplifier) จะทำงานเหมือนกับเครื่องรับวิทยุ AM คือจะทำหน้าที่รับสัญญาณวิทยุในย่าน FM 88 MHz – 108 MHz เข้ามาและเลือกรับสัญญาณ FM เพียงสถานีเดียวโดยวงจรจูนด์ RF และขยายสัญญาณ RF นั้นให้แรงขึ้น เพื่อให้มีกำลังสูง เหมาะที่จะส่งไปบีท (Beat) หรือผสมในภาคมิกเซอร์ (Mixer) โดยข้อแตกต่างสำคัญของภาคขยาย RF ของเครื่งรับ AM และ FM คือ วิทยุ FM ใช้ความถี่สูงกว่า AM ดังนั้นการเลือกอุปกรณ์มาใช้ในวงจรขยายจะต้องหาอุปกรณ์ที่ให้การตอบสนองความถี่ในย่าน FM ได้ และต้องขยายช่องความถี่ที่กว้างของ FM ได้
3.ภาคมิคเซอร์ (Mixer) จะทำงานโดยจะรับสัญญาณเข้ามาสองสัญญาณ ได้แก่สัญญาณ RF จากภาคขยาย RF และสัญญาณ OSC. จากภาคโลคอลออสซิลเลเตอร์ เพื่อผสมสัญญาณ (MIX.) ให้ได้สัญญาณออกเอาท์พุตตามต้องการ สัญญาณที่ออกจากภาคมิกเซอร์มีทั้งหมด 4 ความถี่ คือ
a) ความถี่ RF ที่รับเข้ามาจากวงจรจูน RF (RF)
b) ความถี่ OSC. ที่ส่งมาจากภาคโลคอล ออสซิลเลเตอร์ (OSC.)
c) ความถี่ผลต่างระหว่าง OSC. กับ RF. จะได้เป็นคลื่นขนาดกลางหรือที่เรียกว่า IF (Intermediate Frequency) ได้ความถี่ 10.7 MHz
d) ความถี่ผลบวกระหว่าง OSC. กับ RF
ความถี่ที่วงจรจูนด์ IF ให้ผ่านมีความถี่เดียว คือความถี่ IF เท่ากับ 10.7 MHz ไม่ว่าภาคขยาย RF จะรับความถี่เข้ามาเท่าไรก็ตาม และภาค OSC. จะผลิตความถี่ขึ้นมาเท่าไรก็ตาม เมื่อเข้าผสมกันที่ภาคมิกเซอร์แล้วจะได้ความถี่ IF เท่ากับ 10.7 MHz ออกเอาท์พุตเสมอ
4.ภาคโลคอล ออสซิลเลเตอร์ (Local Oscillator) ทำงานเหมือนกับเครื่องรับวิทยุ AM คือ ผลิตความถี่ที่มีความแรงคงที่ขึ้นมา ความถี่ที่ผลิตขึ้นจะสูงกว่าความถี่ที่วงจรจูนด์ RF รับเข้ามาเท่ากับความถี่IF คือ 10.7 MHz. เช่น วงจรจูนด์ RF รับความถี่เข้ามา 100 MHz. ความถี่ OSC. จะผลิตขึ้นมา 100 MHz. + 10.7 MHz. = 110.7 MHz.
ความแตกต่างของภาคนี้ระหว่างวิทยุ AM และ FM อยู่ที่วงจรเรโซแนนท์ที่กำเนิดความถี่ขึ้นมาต่างกัน ทำให้ L, C ที่ใช้ใน FM จะใช้ค่าน้อยกว่าของ AM และการกำเนิดความถี่ OSC. ของวิทยุ FM จะต้องมีวงจร AFC (Automatic Frequency Control) มาคอยควบคุมเพื่อควบคุมให้ความถี่ OSC. กำเนิดขึ้นมา เมื่อผสมกับความถี่ RF แล้วได้ความถี่ IF 10.7 MHz. ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามสัญญาณเสียงที่ผสมมา ในระบบการผสมคลื่นแบบ FM ความถี่ IF จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีสัญญาณเสียงช่วงบวกผสม และจะลดลงเมื่อสัญญาณเสียงช่วงลบผสม ดังนั้นวงจร OSC. จะต้องมีความถี่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อความถี่ RF ที่รับเข้ามามีสัญญาณเสียงช่วงบวกผสม และจะลดลงเล็กน้อยเมื่อความถี่ RF ที่รับเข้ามามีสัญญาณเสียงช่วงลบผสม เมื่อผสมสัญญาณที่ภาคมิกเซอร์จึงได้ IF ที่ถูกต้อง AFC ดังกล่าวจะถูกส่งมาจากภาคดีเทคเตอร์ และจะทำงานโดยอัตโนมัติ
5.ภาคขยาย IF (Intermediate Frequency Amplifier) จะทำหน้าที่เหมือนเครื่องรับวิทยุ AM และยังสามารถขยายความถี่ IF ทั้งของ AM และ FM ได้ ในเครื่องรับวิทยุบางรุ่นที่มีทั้ง AM และ FM ในเครื่องเดียวกัน อาจใช้ภาคขยาย IF ร่วมกันทั้งวิทยุ AM และวิทยุ FM คือขยายความถี่ IF ให้มีระดับความแรงมากขึ้นแบบไม่ผิดเพี้ยน โดยภาคขยาย IF ของคลื่น FM นั้นขยายความถี่ได้ตลอดย่าน 10.7 MHz. นับว่ามีความถี่สูงกว่าเครื่องรับ AM ซึ่งโดยปกติเครื่องรับแบบ AM มีความถี่เพียง 455 kHz. เท่านั้น ส่วนที่แตกต่างกันระหว่าง IF ของ AM และ FM คือ ในส่วนวงจรจูนด์ IF เพราะใช้ความถี่ไม่เท่ากัน ค่าความถี่เรโซแนนท์ต่างกัน การกำหนดค่า L, C มาใช้งานต่างกัน
6.ภาคดีเทคเตอร์ (Detector) ดีเทคเตอร์ของเครื่องรับ FM นั้นมีความแตกต่างกับเครื่องรับ AM ทั้งนี้เพราะวิธีผสมคลื่นของสถานีส่งทั้งสองแบบนี้ไม่เหมือนกัน โดยภาคดีเทคเตอร์ทำหน้าที่แยกสัญญาณเสียงออกจากความถี่ IF แต่จะแตกต่างกันในระบบการแยกเสียง เพราะในระบบ AM สัญญาณเสียงถูกผสมมาทางความสูงของคลื่นพาหะ สามารถแยกได้โดยใช้ไดโอดหรือทรานซิสเตอร์ร่วมกับ R, C ฟิลเตอร์ก็สามารถตัดความถี่ IF ออกเหลือเฉพาะสัญญาณเสียงได้ ส่วนในระบบวิทยุ FM สัญญาณเสียงจะผสมกับพาหะ โดยสัญญาณเสียงทำให้คลื่นพาหะเปลี่ยนความถี่สูงขึ้นหรือต่ำลง ส่วนความแรงคงที่ ไม่สามารถใช้วิธีการดีเทคเตอร์แบบ AM ได้ ต้องใช้วิธีพิเศษ เช่น ดิสคริมิเนเตอร์ (Discriminator), เรโชดีเทคเตอร์ (Ratio Detector), เฟส ล็อค ลูป ดีเทคเตอร์ (Phase Lock Loop Detector) เป็นต้น จะแตกต่างจากของ AM โดยสิ้นเชิง
ในส่วนดีเทคเตอร์นี้จะมีสัญญาณถูกส่งออกสองทาง คือ ทางหนึ่งส่งต่อไปภาคขยายเสียง อีกทางหนึ่งจะถูกผ่านชุดฟิลเตอร์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อแปลงสัญญาณเสียงเป็นแรงไฟ DC เพื่อส่งย้อนกลับมาควบคุมวงจรกำเนิดความถี่ OSC. เป็นแรงไฟ AFC.
7.ภาคขยายเสียง (Audio Frequency Amplifier) ใช้งานร่วมกับของเครื่องรับวิทยุ AM ได้ เพราะทำหน้าที่ขยายเสียงที่ส่งมาจากภาคดีเทคเตอร์ ให้มีระดับความแรงมากขึ้นแบบไม่ผิดเพี้ยนพอที่จะไปขับลำโพงให้เปล่งเสียงออกมา โดยในเครื่องรับวิทยุบางแบบอาจมีภาคขยายเสียงในตัว แต่บางแบบอาจจะไม่มีเครื่องขยายเสียงในตัว แต่จะมีอยู่ต่างหาก เครื่องรับวิทยุที่มีเครื่องขยายเสียงภายนอกเรียกว่า จูนเนอร์ (Tunner)
8.ภาคจ่ายกำลังไฟ (Power Supply) ทำหน้าที่จ่ายแรงดันไฟ DC เลี้ยงวงจรของเครื่องรับวิทยุ FM ซึ่งจะต้องใช้วงจรเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ควบคุมแรงดันไฟ DC ให้คงที่เพื่อเลี้ยงวงจร ทำให้คุณภาพของเครื่องรับวิทยุ FM ดีขึ้น
ภาคฟร้อนท์เอนด์ (Front End)
ในเครื่องรับ FM นั้น ทางด้านฟร้อนท์เอนด์เกี่ยวเนื่องกับคลื่นที่มีความถี่สูงมากที่เรียกว่า VHF หรือที่เกี่ยวกับ UHF ได้แก่ภาคขยาย RF, มิกเซอร์ และโลคอลออสซิลเลเตอร์
หน้าที่สำคัญของ ฟร้อนท์เอนด์ มีดังนี้
ก. เลือกสถานีใดสถานีหนึ่งที่ผู้ฟังต้องการจะหมุนหน้าปัด เครื่อง FM เกือบทุกเครื่องมีภาคขยาย RF จึงมีความสามารถในการแยกสถานี (Selectivity) ได้ดีและไวต่อการรับ (Sensitivity)
ข. เปลี่ยนสัญญาณของสถานีให้เป็นคลื่น IF ซึ่งมีความถี่เท่ากับ 10.7 MHz.
จากรูป เป็นบล็อคไดอะแกรมของภาคฟร้อนท์เอนด์เครื่องรับวิทยุ FM ประกอบด้วยภาคขยาย RF, วงจรจูนด์ RF 2ชุด, ภาคมิกเซอร์ และภาคโลคอลออสซิลเลเตอร์
การทำงานของวงจร สายอากาศจะรับสัญญาณเข้ามาทุกความถี่ในย่าน FM (88 MHz. – 108MHz.) เข้ามายังวงจรจูนด์ RF 1 เพื่อเลือกรับความถี่ผ่านเพียงความถี่เดียว ขึ้นอยู่กับค่าการตอบสนองความถี่ของวงจรเรโซแนนท์ ส่งผ่านความถี่ดังกล่าวไปเข้าขยายสัญญาณที่ภาคขยาย RF ให้มีระดับความแรงของสัญญาณ RF มากขึ้นแบบไม่ผิดเพี้ยน ส่งต่อไปเข้าชุดจูนด์ RF 2 ซึ่งถูกกำหนดความถี่ให้เรโซแนนท์ที่ความถี่เดียวกันกับวงจรจูนด์ RF 1 กรองผ่านความถี่ RF ไปเข้าภาคมิกเซอร์
ภาคโลคอลออสซิลเลเตอร์ จะประกอบด้วยส่วนประกอบของวงจร 3 วงจร คือ ภาคกำเนิดความถี่หรือจูนด์ OSC. จะกำเนิดความถี่ขึ้นมาสูงกว่าความถี่ที่รับเข้ามาจากภาคจูนด์ RF เท่ากับความถี่ IF (10.7 MHz.) เช่น จูนด์ RF รับความถี่ของสถานี FM ที่ความถี่ 90 MHz. ภาคจูนด์ OSC. จะกำเนิดความถี่ขึ้นมา 100.7 MHz. (90 MHz. + 10.7 MHz. = 100.7 MHz.) ส่งผ่านความถี่ OSC. ไปเข้าวงจรขยายความถี่ OSC. วงจรขยายความถี่ OSC. จะส่งสัญญาณออกสองทาง คือ ทางหนึ่งไปเข้าวงจรมิกเซอร์ อีกทางหนึ่งไปเข้าวงจรป้อนกลับทางบวก (Positive Feedback) มากระตุ้นวงจรจูนด์ OSC. ให้กำเนิดความถี่ขึ้นมามีระดับความแรงคงที่สม่ำเสมอ และส่งผ่านภาคขยายออกไปเข้าภาคมิกเซอร์
ภาคมิกเซอร์จะรับสัญญาณเข้ามาสองทาง คือความถี่ RF จากวงจรจูนด์ RF และความถี่ OSC. จากภาค OSC. เข้ามาผสมกันได้สัญญาณออกสี่สัญญาณ คือ
1. ความถี่ RF 90 MHz.
2. ความถี่ OSC. 100.7 MHz.
3. ความถี่ OSC. – RF = 100.7 MHz. – 90 MHz. = 10.7 MHz
4. ความถี่ OSC. + RF = 100.7 MHz. + 90 MHz. = 190.7 MHz.
สัญญาณความถี่ทั้งสี่จะถูกส่งไปเข้าวงจรจูนด์ IF 1 ถูกกำหนดให้ตอบสนองความถี่ที่ความถี่ IF คือ 10.7 MHz. จึงกรองผ่านเฉพาะความถี่ IF ส่งต่อไปภาคขยายความถี่ IF ต่อไป
ภาคขยายความถี่ IF (Intermediate Frequency Amplifier)
จากรูปเป็นบล๊อกไดอะแกรมของวงจรจูน IF และวงจรขยาย IF ของเครื่องรับวิทยุ FM ซึ่งจะประกอบด้วยวงจรจูน IF และวงจรขยาย IF หลายภาค บางวงจรอาจจะมี 2, 3 หรือ 4 ภาคซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบวงจร การทำงานของบล๊อกไดอะแกรมอธิบายได้ดังนี้
สัญญาณความถี่วิทยุ FM เมื่อผ่านภาคฟร้อนเอนด์ออกมาแล้ว จะมี 4 ความถี่คือ RF, OSC, OSC – RF และ OSC + RF ส่งผ่านเข้าวงจรจูน IF 1 วงจรจูน IF 1 ถูกกำหนดให้ตอบสนองความถี่ที่ความถี่ IF 10.7 MHz คือความถี่ OSC – RF ส่งต่อความถี่ IF ไปเข้าวงจรขยาย IF 1 ขยายสัญญาณให้แรงขึ้นแบบไม่ผิดเพี้ยน ส่งต่อไปเข้าวงจรจูน IF 2 กรองความถี่ IF ผ่านเช่นกัน ส่งต่อไปวงจรขยาย IF2 การทำงานจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป ความถี่ IF จะถูกขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่ผิดเพี้ยน จนถึงวงจรจูน IF ชุดสุดท้าย ก่อนส่งเข้าภาคดีเทคเตอร์ จะได้สัญญาณแรงพอที่จะนำไปใช้งาน
ในวงจรขยาย IF อาจจะมีวงจรลิมิตเตอร์ (LIMITTER) ที่จะทำหน้าที่กำจัดสัญญาณรบกวนที่ปนมากับส่วนสูงของความถี่ IF ให้หมดไป วงจรลิมิตเตอร์นี้อาจจะไม่มีในทุกวงจรของเครื่องรับ FM เพราะบางวงจรอาจใช้วงจรนอยส์แบลงเกอร์ (NOISE BLANKER) กำจัดสัญญาณรบกวน หรือวิธีการอื่นๆ ก็ได้
ภาคดีเทคเตอร์ (Detector)
จากรูปเป็นบล๊อกไดอะแกรมเครื่องรับวิทยุ FM เน้นเฉพาะภาคดีเทคเตอร์ FM แต่ต้องเกี่ยวข้องกับภาคฟร้อนเอนด์โดยจ่ายแรงไฟ AFC มาควบคุมวงจรกำเนิดความถี่ของ OSC ให้กำเนิดความถี่ขึ้นมาถูกต้อง ต้องเกี่ยวข้องกับภาคขยาย IF โดยรับเอาสัญญาณ IF เข้ามา เพื่อกำจัดความถี่ IF ออกให้เหลือเฉพาะสัญญาณเสียง (AF) ต้องเกี่ยวข้องกับภาคขยายเสียง โดยส่งต่อสัญญาณเสียงที่ได้ไปขยายให้แรงขึ้น
ภาคดีเทคเตอร์ของ FM แบ่งได้ 3 แบบคือ
1. แบบดิสคริมมิเนเตอร์ (DISCRIMINATOR) ในปัจจุบันไม่นิยมใช้งาน
2. แบบเรโซดีเทคเตอร์ (RATIO DETECTOR) เป็นแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันยังแบ่งย่อยเป็นบาลานซ์ และอันบาลานซ์
3. แบบเฟส ล้อค ลูป ดีเทคเตอร์ (PHASE LOCKED LOOP DETECTOR) ใช้ตัวย่อว่า PLL เป็นดีเทคเตอร์ที่ใช้ IC เป็นแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันเช่นกัน
หลักการของเครื่องรับแบบซุปเปอร์เฮตเตอร์โรดายน์ คือ ความถี่ของสถานีที่รับเข้ามาความถี่ใดๆ ก็ตามจะต้องทำให้เป็นความถี่กลางหรือเรียกว่าความถี่ไอเอฟ (IF) ความถี่ไอเอฟของระบบ FM คือ 10.7 MHZ จากบล็อกไดอะแกรมของเครื่องรับวิทยุระบบFM จะแบ่งภาคหลักอยู่ ๓ ภาค คือ ภาครับวิทยุ FM, ภาคขยายเสียง และภาคจ่ายไฟ
ภาครับวิทยุ FM
ภาครับวิทยุ FM จะประกอบด้วยภาคต่างๆ เรียงตามลำดับดังนี้ จูนเนอร์ (tuner) ภาค ไอเอฟ (IF) และ ภาคดีเทคเตอร์ (Detecter) สำหรับจูนเนอร์ (tuner) เป็นภาคแรกของเครื่องรับวิทยุระบบ FM จะมีภาคย่อยต่างๆ ๓ ภาค คือ อาร์เอฟแอมป์ (RF AMP), มิกเซอร์ (MIXER) และออสซิเลเตอร์ (OSILLATER)
อาร์เอฟแอมป์ วงจรนี้จะเป็นวงจรเลือกรับสถานีหรือเรียกว่าวงจรจูน (Tuned) ระบบ FM จะมีย่านความถี่ที่จะรับสัญญาณวิทยุ FM อยู่ระหว่าง 88MHZ ถึง 108 MHZ วงจรจูนจะต้องเลือกความถี่เข้ามาที่เครื่องรับความถี่ใดความถี่หนึ่งหรือเลือกรับสถานีหนึ่งนั้นเอง วงจรจูนจะประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก คือ คาปาซิเตอร์ที่เปลี่ยนค่าได้ เรียกว่า วาริเอเบิล (variable) และ อินดักเตอร์ เรียกว่า คอยล์อากาศ (antenna coil) เมื่อเราหมุนวาริเอเบิลจะทำให้วงจรจูนเปลี่ยนค่าความถี่ที่รับเข้ามา ทำให้วงจรจูนเลือกรับสถานีวิทยุสถานีใดสถานีหนึ่งเข้ามาได้ ความถี่ที่รับเข้ามาเมื่อเลือกความถี่ได้แล้ว จะทำการขยายสัญญาณที่รับได้ให้มีกำลังของสัญญาณสูงมากขึ้นจากนั้นจะส่งเข้ายังภาคมิกเซอร์ต่อไป
วาริเอเบิล และ คอยล์อากาศ
จากรูปที่ 2 วงจรจูนประกอบด้วย วาริเอเบิล และคอยล์อากาศ ในส่วนที่เรียกว่าวาริเอเบิลเป็นคาปาซิเตอร์เปลี่ยนค่าได้ รูปร่างลักษณะจะเป็นแผ่นโลหะ 2ชุด ชุดที่หนึ่งจะคงที่ ส่วนที่สองเป็นชุดเคลื่อนที่เมื่อเราใช้มือหมุนที่แกนแผ่นโลหะก็จะเคลื่อนที่ทำให้ค่าความจุเปลี่ยนค่าได้ ส่วนคอยล์อากาศจะเป็นขอลวดมีจำนวนขดลวดน้อยมากเพราะทำงานในย่านความถี่สูง อุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้เมื่อต่อวงจรร่วมกันแล้วเรียกว่าวงจรจูน
ภาคออสซิเลเตอร์ วงจรนี้จะสร้างความถี่ขึ้นมาที่เครื่องรับ ความถี่ที่สร้างจะสูงหรือมากกว่าความถี่ที่รับเข้ามา 10.7 MHZ เสมอ วงจรจะคล้ายกับวงจรจูน คือประกอบด้วยวาริเอเบิล และ คอยออสซิเลเตอร์ (รูปที่ 2)
ภาคมิกเซอร์ จะนำเอาสัญญาณจาก 2 แหล่ง คือจาก อาร์เอฟแอมป์ และ ออสซิเลเตอร์ มาหักร้างกัน ก่อให้เกิดความถี่ใหม่เรียกว่าความถี่ ไอเอฟ 10.7 MHZ เป็นความถี่กลางไม่ว่าจะรับสถานีใดๆ ก็ตามความถี่ไอเอฟจะมีค่าเท่ากับ 10.7 MHZ เสมอ ความถี่นี้คือ เอาต์พุตของ “จูนเนอร์”
รูปที่ 3 วงจรจูนเนอร์ FM
จูนเนอร์ของ FM จะบรรจุไว้ในกล่องโลหะ เรียกว่ากระป๋องจูนเนอร์ จะมีซิลล์อย่างดี เพื่อป้องกันการรบกวนจากสัญญาณต่างๆ ขอยกตัวอย่างจูนเนอร์ ของยุโรป (AEG) จะใช้กับเครื่องรับวิทยุ เช่น กรุนดิก โดยใช้หลอดเบอร์ ECC 85 เป็นหลอดทวีนไตรโอดทำหน้าที่อาร์เอฟแอมป์ออสซิเลเตอร์และมิกเซอร์
ในจูนเนอร์อุปกรณ์ต่างๆ ของวงจรจะวางตำแหน่งที่เหมาะสมมาก ขนาดของอุปกรณ์ก็เล็กมากด้วย สัญญาณFM จากสายอากาศจะมาเข้ากล่องจูนเนอร์ ที่ขา 9 และขา 10 มาเข้าส่วนที่ทำหน้าที่ อาร์เอฟ แอมป์ ใช้หลอดไตรโอดชุดที่ ๑ ส่วนภาคออสซิเลสเตอร์ และมิกเซอร์ จะใช้หลอดไตรโอดชุดที่ ๒ สัญญาณที่เป็นเอาต์พุตของจูนเนอร์ก็คือ ความถี่ ไอเอฟของ FM = 10.7 MHZ จะออกจากจูนเนอร์ที่ ขา B เพื่อส่งไปภาคขยายไอเอฟ FM จากการที่วงจรต่างๆ ถูกบรรจุอยู่ในกล่องโลหะ วงจรต่างๆจะแยกตัวออกจากวงจรภาคอื่นๆ การจะตรวจการทำงานของจูนเนอร์จะทำได้เพียงตรวจองค์ประกอบต่างๆที่มาต่อเข้าจูนเนอร์ จะพิจารณาได้ว่าจุดต่อที่เข้ากล่องจูนเนอร์ เป็น “อินพุต” หรือ “เอาต์พุต” เท่านั้น
อินพุตขั้ว 9 และ 10 เป็นจุดต่อสายอากาศ FM 300
- ขั้ว 2 เป็นจุดต่อแรงไฟ AGC
- ขั้ว 1 และ 6 เป็นจุดต่อ แรงไฟ +B
- ไส้หลอดไม่ได้ระบุไว้ในวงจร
- เอาต์พุต ขั้ว B เป็นสัญญาณไอเอฟ FM 10.7 MHZ ส่งออกไปภาคขยายไอเอฟ
- ขั้ว C กราวด์
หมายเหตุ ในการตรวจซ่อมจูนเนอร์จะตรวจจุดต่อต่างๆ ของ “อินพุต” และ “เอาต์พุต” ว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะวงจรภายในกล่องมีขีดจำกัดที่ไม่สามารถจะตรวจซ่อมได้ ถ้าจุดต่อต่างๆ ถูกต้องเมื่อเปลี่ยนหลอดใหม่แล้วจูนเนอร์ยังไม่ทำงานแสดงว่าจูนเนอร์เสียแน่นอน และถ้าหากหลอดที่ใช้ในจูนเนอร์ FM ใช้เบอร์ ECC 85 เป็นหลอดทวีนไตรโอดจะทำหน้าที่อาร์เอฟแอมป์มิกเซอร์และออสซิเลเตอร์







ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น